Bodice คืออะไร? , ความหมายของคำว่า Bodice

Bodice – นิยามเกี่ยวกับเสื้อผ้าสุภาพสตรี ในสมัยโบราณ
คำว่า “Bodice”, ทางประวัติศาสตร์นั้น, เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเสื้อผ้าของ สุภาพสตรี, ปกคลุมร่างกาย ตั้งแต่คอไปจนถึงข้อมือ. ในปัจจุบันนั้น ใช้เรียกหรือสื่อความหมายโดยทั่วไป เกี่ยวกับ ลักษณะพิเศษ ของเสื้อผ้าสตรีในยุโรปชั้นสูง ตั้งแต่ ศต.ที่ 16 – 18 เป็นต้นมา หรืออาจจะหมายถึง เสื้อผ้า ชุดสุภาพสตรี ช่วงลำตัวด้านบน สมัยใหม่ ที่เน้นให้เห็นถึง ความชัดเจนในเรื่องของ กระโปรง และ เสื้อที่มีแขน (Sleeves) คำว่า “Bodice” นั้นเป็นความหมาย ที่มาจากคู่ของร่างกาย ซึ่งหมายถึง ลักษณะเฉพาะของเสื้อผ้า ที่มักจะสร้างมาจาก ผ้าสองชิ้น เย็บติดเข้าด้วยกัน
http://en.wikipedia.org/wiki/Bodice
ประวัติ ความเป็นมา ของ BODICE || เสื้อผ้าแฟชั่น สมัยศตวรรษที่16 – 18 การตัดเสื้อในสมัยโบราณ
ในการใช้งานทางประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานั้น , โดยเฉพาะที่อยู่ในยุค แฟชั่น Victorian (เข้าไปดู “แฟชั่นวิตอเรียน”) และช่วงต้นๆ ของยุคศตวรรษที่ 20th , Bodice (ในช่วงระยะแรกเริ่มต้น, body) โดยชี้วัดมาจาก เป็นส่วนบนของเสื้อผ้าเป็นหลัก โดยที่มันได้ถูกสร้างขึ้นมาจากผ้าสองชิ้นเข้าด้วยกัน (ตัวอย่างเช่น, เราแยกส่วนของกระโปรง ที่เรียกว่า skirt และส่วนช่วงลำตัวที่เรียกว่า “bodice”, อย่างเช่น ballet tutu เป็นต้น), แต่การที่เราจับคู่ หรือการร่วมกันกับ สิ่งทอ และการย้อมผ้า โดยกับชนิดของเครื่องสวมใส่ สองชิ้นส่วน ให้เป็นหนึ่งยูนิต. ในส่วนของการตัดเสื้อ และการเย็บเสื้อผ้าแฟชั่นนั้น ในวงการเสื้อผ้าแฟชั่น, ในความหมายของคำว่า waist (บางทีเราเรียกมันว่า “dress waist” โดยเพื่อให้เป็นส่วนที่แตกต่าง แปลกแยกออกไปจาก shirtwaist) มันได้ถูกเรียกใช้. ในระหว่างที่สวมใส่นั้น, ส่วนต่างๆ ของเสื้อผ้า มันอาจจะถูกติดต่อ เชื่อมโยงกัน โดยสิ่งที่เรียกว่า ตะขอ หรือ ตา นี่คือการสร้าง standard ของแฟชั่นเสื้อผ้า เครื่องสวมใส่ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18th ไปจนถึงช่วงยุคสุดท้ายของศตวรรษที่ 19th , และ มันได้มีส่วนของข้อได้เปรียบ โดยอนุญาตให้ voluminous skirt***(กระโปรงบาน) เป็นคู่ ร่วมกันกับ close-fitting** (เสื้อชิ้นบนแบบกระชับ รัดรูปเข้ารูป), และก็ได้อนุญาต ให้สร้างมากกว่าสองคู่ของ และได้นำส่วนของทั้งหมด ถูกเย็บเข้าร่วมกันกับส่วนของกระโปรง (ตัวอย่างเช่น, high-necked และ low-necked ชุดเสื้อผ้าที่ใส่ในตอนกลางวัน และ ชุดที่ใส่ในตอนกลางคืน). “One-piece” หรือเสื้อผ้าที่ตัดเย็บให้เป็นชิ้นเดียว ได้ถูกสร้าง ให้กลายเป็นส่วนสำคัญและเป็นพื้นฐานทั่วๆไปในช่วงต้น 1900ระหว่างที่เทรนด์ของ การใส่เสื้อผ้าหลวมๆ มากขึ้น โดยโครงสร้างกระโปรงธรรมดา ที่เป็นกระบอก และทรงขนาดกันที่เรียกว่า narrow skirt กลายเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบันเพราะ ตัดง่าย สร้างง่ายรวดเร็วประหยัด และลดขั้นตอนในการผลิต
การใช้งานของยุคโมเดิร์นและในปัจจุบัน, โดยทั่วๆไปแล้ว มันถุกกล่าวอ้างไปถึง ชิ้นส่วนข้างบนของเสื้อผ้าที่สวมใส่ โดยเป็นชิ้นส่วนที่ไม่มีแขน หรือถูกนำแขนออกไปแล้ว ในทางเทคนิคเราเรียกมันว่า “low-cut”, ถูกนิยมใส่กันในยุโรป ในช่วงศตวรรษที่ 16th ไปจนถึงศตวรรษที่ 18th , ทั้งหมดนั้น มันถูกจัดอยู่ในรูปของ เสื้อผ้าที่เรียกว่า “corset” เพื่อให้ได้มาซึ่งความงามทางสรีระ รูปร่างทางแฟชั่น และสนับสนุน ในส่วนของส่วนของสรีระเต้านม หรือทรวงอกของสุภาพสตรี, ในส่วนของเสื้อผ้าสุภาพสตรีนั้น โดยอย่างสม่ำเสมอ สนับสนุนให้มันมีความแข็งแรงขึ้น ร่วมกับสายรัด (ในลักษณะของ reed), หรือ กระดูกของปลาวาฬ.
Bodice มันได้แตกต่างไปจาก “corset” ในเวลาที่เปลี่ยนไป เพราะว่า มันได้ถูกเตรียมเอาไว้สำหรับสวมใส่ ร่วมกับเสื้อผ้าชนิดอื่นๆ. ในช่วงต้นๆของยุคสมัยทั้งสอง, bodices และ corsets มันได้ มีสายรัดสายถักผูก ของแฟชั่นการผุก, ด้วยเชือกผูกเส้นหนึ่งที่ผูกต่อเนื่องตลอดลำตัว. ในช่วงระยะหลังมานี้,ทั้งสองได้มีการผูกที่คล้ายกับการผูกเชือกรองเท้านักเรียน, ด้วยกันกับ eyelet lace (ห่วงตาสำหรับร้อยเชือกผูก) ตรงหน้าเรียงกันระหว่างกันและกัน. อันนี้ มันได้ทำให้สะดวกและรวดเร็วง่ายดายขึ้นมาอย่างมาก สำหรับสุภาพสตรีที่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าด้วยตัวเอง.
ในบัจจุบัน เราไม่ค่อยได้เห็นแล้ว และมันได้ถูกใช้งานได้น้อยลงไปตามยุคสมัย ชุดนั้นได้ถูกนำไปใช้ในงานแสดงพื้นบ้านมากกว่าที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน แต่มันก็ได้ถูกพัฒนาการมาบ้าง เป็นชุดสวมใส่ออกงาน และชุนชั้นในแฟชั่นระดับสูง สำหรับผู้มีฐานะและคนในแวดวงแฟชั่นทั้งหลาย
13.78417684457924 100.47643844814911